Archive for December, 2011

  เคยได้ยินไหมการออก กำลังกายทำให้คนดูดี ก็คนออกกำลังกายน่ะกระฉับกระเฉง กระปรี้กระเปร่า แลดูสดใสจะตายไป หากคุณอยากจะออกกำลังกาย รักษาหุ่นให้ฟิตแอนด์เฟิร์ม แต่กลัวจะกระเซอะกระเซิงจนโทรม ไม่สวยเป๊ะเหมือนยามปกติ ไม่ต้องกังวลไป ความงามกับการออกกำลังกายก็ไปด้วยกันได้นะ ลองดูนี่ดีกว่า

1. งดใช้โคโลญจน์ หรือน้ำหอม

          เมื่อออกกำลังกายคุณย่อมมีเหงื่อ สารระงับกลิ่นกายเป็นสิ่งจำเป็น แต่อย่าคิดกลบกลิ่นเหงื่อด้วยโคโลญจน์ หรือน้ำหอมเด็ดขาด นอกจากจะไม่สามารถขจัดกลิ่นเหงื่อได้แล้ว กลิ่นของมันจะผสมไปกับกลิ่นเหงื่อให้ชวนเวียนหัวอีกด้วย ทำใจยอมรับเสียดีกว่า ว่าการออกกำลังกายกับเหงื่อมาคู่กันเป็นเรื่องธรรมชาติ

2. แต่งหน้าบาง ๆ ก็ยังไหว

          ยามไปฟิตเนสเพื่อออกกำลังกาย คุณจะละเรื่องการแต่งหน้าไปเลยก็ได้ หรือสาว ๆ บางราย ยังต้องการความเสริมความมั่นก่อนก้าวออกจากบ้าน การแต่งหน้าบาง ๆ ก็สามารถทำได้ แต่อย่าลืมเลือกใช้เครื่องสำอางค์ที่ป้องกันการเลอะเลือนจากเหงื่อด้วยล่ะ คุณอาจปัดมาสคาร่าเบาๆ แต้มคอนซีลเลอร์กลบรอยหมองคล้ำบริเวณใต้ตาเล็กน้อย แล้วเพิ่มความสดใสให้ริมฝีปากด้วยทิ๊นท์ หรือลิปมันแบบผสมสีก็ได้ นอกจากเติมสีให้ริมฝีปากสวยแล้ว ยังให้ความชุ่มชื้นอีกด้วย

3. ทรงผมก็สำคัญนะ

          ผมของคุณอาจสร้างความรำคาญหากตกลงมาปิดหน้าปิดตาขณะออกกำลังกาย คุณสามารถมวยผม หรือรวบขึ้นไปเป็นหางม้า แล้วเพิ่มลูกเล่นด้วยการถักเปียตะขาบเก็บผมบริเวณด้านหน้าศรีษะก็ดูน่ารัก ไม่เบา หรือจะใช้ผ้าคาดผม เฮดแบนด์สวย ๆ ก็ยังดูดี คุณอาจเลือกเฮดแบนด์สีที่คุณโปรด หรือผ้าคาดผมลายลูกไม้ให้ลุคดูหวานเก๋ไปอีกแบบ

สวยขณะออกกำลังกาย คุณก็ทำได้

          สำหรับสาวนักกีฬาตัวจริงก็สามารถใช้ประยุกต์ใช้พรี-แวร็ปทำที่คาดผมได้เช่น กัน (pre-wrap คือเทปสำหรับนักกีฬาใช้พันเพื่อลดการเสียดสีระหว่างผิวหนังและเทปสำหรับพัน กระชับกล้ามเนื้อ) โดยฉีกพรี-แวร็ปความยาวพอดีรอบศรีษะ บิดให้เป็นเส้นเกลียวแล้วมัดปลายสองข้างเข้าด้วยกัน เท่านี้ก็ได้ที่คาดผมแบบง่าย ๆ แล้ว แถมเดี๋ยวนี้มีพรี-แวร็ปให้เลือกใช้หลายสี จะนำหลาย ๆ สีมาบิดรวมกันก็สวยเก๋ไม่เบา ลองตามไปดูตัวอย่างน่ารัก ๆ ในการทำที่คาดผมจากพรี-แวร็ปที่นี่ก็ได้ค่ะ www.pre-wrap.com/pre-wrap-hairstyles.html
 
          เห็นไหมคะ ง่าย ๆ แค่นี้คุณก็สวยควบคู่สุขภาพดีได้ไม่ยากเลย

สวยขณะออกกำลังกาย คุณก็ทำได้

เพราะผิวพรรณที่สดใส และเรือนผมที่นุ่มสลวย เป็นเรื่องที่สาว ๆ ทุกคนให้ความสำคัญทั้งนั้น จึงมีสาว ๆ ไม่น้อยที่ซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อความสวยมาตั้งไว้บนโต๊ะเครื่องแป้งชนิดที่เรียกว่าสะสมกันเลยทีเดียว แต่ก่อนที่จะไปพึ่งผลิตภัณฑ์ที่ขายกันตามท้องตลาด ลองหันมาดูวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีอยู่ติดบ้านหน่อยเป็นไง เพราะนี่ถือเป็นเคล็ดลับความสวยพื้นฐานที่ทำกันมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าเลยล่ะ และแน่นอน มันให้ผลดีมาไม่รู้เท่าไหร่แล้ว วันนี้กระปุกดอทคอมก็เลยจะขอนำเคล็ดลับความสวยแบบง่าย ๆ เหล่านี้มาฝากกันค่ะ ไปดูกันว่า สาว ๆ พอจะหยิบฉวยเอาอะไรใกล้ตัวมาบำรุงผิวและผมกันได้บ้าง

        1. อาบน้ำนมเพื่อผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัส เพราะในนมนั้นมีแลคติค เอซิด ที่มีสรรพคุณในการทำให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื่นสาว ๆ สามารถนำนม 2-3 แก้วเติมลงในอ่างอาบน้ำ หรือสำหรับบ้านไหนที่อาบแบบชาวเวอร์ ก็สามารถนำน้ำนม 1-2 แก้วมาทาชโลมทั่วตัวก่อนอาบน้ำ ผิวจะเนียนนุ่มชุ่มชื้นยิ่งกว่าที่เคยเยอะเลย

        2. น้ำผึ้งเติมความเนียนนุ่มให้ผิวและริมฝีปาก ไม่ใช่แค่น้ำนมเท่านั้น แต่น้ำผึ้งก็มีคุณสมบัติที่ทำให้ผิวเนียนนุ่มน่าสัมผัสเช่นกันค่ะ เพียงแค่นำไปพอกหน้า หรือทาบนริมฝีปาก ก็จะช่วยหยุดการหลุดลอก เพิ่มความชุ่มชื้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

        3. ถุงชาสำหรับแก้ปัญหาตาแพนด้า เมื่อไหร่ที่นอนดึก ขอบตาคล้ำ ถุงชาสามารถช่วยบรรเทาความคล้ำของผิวบริเวณใต้ตาได้เป็นอย่างดีค่ะ งานนี้ประโยชน์สองต่อนะจ๊ะ นอกจากจะนำไปแช่ดื่มอุ่น ๆ ตอนเช้าแล้ว ก่อนทิ้งถุงชาก็ให้นำมาประคบใต้ตาก่อน สูตรนี้ใช้กันได้ผลมานานตั้งแต่รุ่นคุณปู่คุณย่าแล้วจ้า

        4. มะนาวยับยั้งผมมัน หน้ามัน มะนาวเป็นผลไม้ที่ช่วยกำจัดความมันได้อย่างชะงัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันบนผมหรือบนใบหน้า เพียงแค่ใช้น้ำมะนาวชโลมหรือทาบาง ๆ ก็จะช่วยกำจัดความมันได้อย่างดีเลยทีเดียว

        5. น้ำมันมะกอกล้างเครื่องสำอาง สาว ๆ คนไหนที่ต้องแต่งหน้าไปข้างนอกทุกวัน อาจจะประสบปัญหาคลีนเซอร์ล้างเครื่องสำอางหมด ซื้อน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ไว้ติดบ้าน หรือจะคว้ามาใช้ทุกวันก็ดีต่อผิวไม่น้อย เพราะนอกจากจะมีคุณสมบัติล้างเครื่องสำอางได้แล้ว ยังให้ความชุ่มชื้นอีกนะเออ

        6. เปลี่ยนปลอกหมอนเป็นผ้าไหมนุ่ม เพราะเนื้อผ้าชนิดนี้จะลื่นและอ่อนโยนต่อใบหน้าของเรา และไม่ต้องเจอกับปัญหาสิวผด สิวหัวดำหัวขาวมากนัก

        7. เบียร์ดีต่อผม แม้ว่าการดื่มเบียร์จะทำให้สาว ๆ มีใบหน้าที่แก่เร็ว แต่ขอยกเว้นสำหรับผมไว้อย่างหนึ่งค่ะ เพราะมันจะช่วยบำรุงผมแห้งเสียได้ดีเลยทีเดียว ส่วนวิธีใช้ก็ง่าย ๆ เพียงแค่ชโลมทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วสระออก เอาให้กลิ่นเบียร์ออกไปด้วยนะจ๊ะ ไม่งั้นล่ะก็จะกลายเป็นยายขี้เมาเวลาเดินผ่านหนุ่ม ๆ ได้เพราะเจ้ากลิ่นนี่แหละ

        8. ไข่ขาวช่วยชีวิตหน้ามัน หากคุณเป็นสาวหน้ามันที่ไม่ชอบที่จะโบ๊ะครีมอะไรต่าง ๆ ไว้บนใบหน้าให้เหนียวเหนอะมากขึ้นไปอีก ลองใช้สูตรไข่ขาวพอกหน้าดู รับรองว่าปัญหาหน้ามันจะบรรเทาลงได้ สูตรนี้ไม่กัดหน้า ไม่มีอันตรายใด ๆ ดังนั้นจะพอกกันวันเว้นวันก็ไม่มีปัญหาค่ะ ยิ่งทำให้หน้านุ่มเด้งดึ๋งอย่าบอกใครเลยล่ะ

        9. มายองเนส จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า มายองเนสนั้นมีสรรพคุณบำรุงผมอย่างที่หลายคนคิดไม่ถึง เรียกว่าเป็นคอนดิชันเนอร์ชั้นดีเลยทีเดียว ดังนั้น หากสาว ๆ อยากจะลองดูว่ามันมีประโยชน์อย่างที่แนะนำหรือไม่ ก็ลองใช้มันแทนคอนดิชันเนอร์ดูค่ะ

        10. ไวน์ดีต่อผิว เพราะไวน์คือเครื่องดื่มที่สกัดจากผลไม้ ดังนั้นมันจึงมีแอนตี้อ็อกซิแดนท์ที่ช่วยทำให้ผิวเต่งตึง และอ่อนวัยค่ะ ทั้งนี้ สาว ๆ อาจจะดื่มเป็นน้ำผลไม้ก็ได้ ง่ายและประหยัดกว่ากันเยอะ

เทคนิคฟันขาว สร้างรอยยิ้มอย่างมั่นใจ

      รศ. ทพ. ดร. ชัยวัฒน์  มณีนุษย์ ผู้ชำนาญการสาขาทันตกรรมหัตการ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า “โดยธรรมชาติแล้วฟันมีสีขาวอมเหลือง จะดูขาวมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเช่น ความหนา องค์ประกอบ และโครงสร้างต่างๆ ของฟัน ซึ่งในฟันแต่ละซี่ประกอบด้วยเคลือบฟัน (enamel) สีขาวใสห่อหุ้มเนื้อฟัน (dentin) ซึ่งมีสีขาวอมเหลืองไว้ โดยมีโพรงฟัน (pulp cavity) ซึ่งมีสีค่อนข้างแดง (เพราะเป็นศูนย์รวมของเส้นเลือดและเส้นประสาท) อยู่ข้างในสุด

“หากสังเกตฟันหน้าของเราให้ดีจะเห็นว่า คอฟันมักมีสีค่อนข้างเข้มเนื่องจากเนื้อฟันหนาและเคลือบฟันบาง ช่วงกลางฟันมีสีค่อนข้างขาวเพราะเคลือบฟันหนา ส่วนปลายฟันสีออกขาวใสเพราะเป็นส่วนของเคลือบฟัน สำหรับฟันที่หนาและใหญ่ เช่น ฟันเขี้ยวและฟันกรามน้อย จะมีสีเข้มกว่าฟันหน้าซี่อื่นเพราะมีเนื้อฟันมากกว่า”

กลไกที่ทำให้ฟันเปลี่ยนสี

ตอนเด็กๆ ฟันของเราค่อนข้างขาว แต่เมื่ออายุมากขึ้นฟันของเราจะมีสีเข็มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากองค์ประกอบในฟันมีการเปลี่ยนแปลง เคลือบฟันจะบางลงเรื่อยๆ และอาจมีรอยร้าว ประกอบกับตัวฟันสร้างเนื้อฟันมากขึ้น สภาพของเนื้อฟันบางส่วนเปลี่ยนแปลงไป เหงือกที่อยู่โดยรอบตัวฟันอาจร่นขึ้น ส่วนของรากฟันซึ่งตามธรรมชาติมีสีค่อนข้างเหลืองจึงโผล่ออกมา

นอกจากนี้ยังมีสีจากภายนอกเช่น คราบบุหรี่ ชา กาแฟ หรือสีของอาหาร เข้ามาติดที่ผิวหน้าฟัน ตามปกติเราขจัดออกได้ด้วยการแปรงฟันหรือให้ทันตแพทย์ใช้เครื่องมือขัดออก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีเม็ดสีส่วนหนึ่งที่มีขนาดเล็กมาก แทรกซึมเข้าไปติดอยู่ในส่วนของเคลือบฟัน เม็ดสีเหล่านี้จะทำให้ฟันมีสีเข้มขึ้น และไม่สามารถขจัดออกได้ด้วยการแปรงฟันหรือการขัดฟัน

สารพันวิธีเพื่อฟันขาว

การขัดฟัน ขูดหินปูน ช่วยขจัดคราบสี คราบอาหาร หรือหินปูนที่ติดบนชั้นเคลือบฟัน และตามซอกเหงือก ซอกฟันออกไป ควรหมั่นพบทันตแพทย์เพื่อขูดหินปูนทุก 6 เดือน

การฟอกสีฟัน เป็นวิธีกำจัดเม็ดสีขนาดเล็กที่ติดอยู่ในชั้นเคลือบฟัน ซึ่งการขูดหินปูนหรือการขัดฟันไม่สามารถขจัดออกไปได้ โดยใช้สารเคมีที่มีส่วนประกอบสำคัญ คือ ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ (H2O2) ซึ่งจะแตกตัวให้อนูมูลอิสระ เช่น ออกซิเจน ไปทำหน้าที่แตกโมเลกุลของเม็ดสีที่ติอยู่ในชั้นเคลือบฟัน ทำให้มีขนาดเล็กลงและมีสีจางลง หรือกลายเป็นสารที่ไม่มีสีแทน จึงทำให้ฟันขาวขึ้น ตัวยาฟอกสีฟัน เดิมใช้สารละลายไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ที่มีความเข้มข้นสูง ชุบสำลีวางบนหน้าฟัน แล้วกระตุ้นด้วยความร้อนเพื่อให้ปล่อยสารอนุมูลอิสระออกมาทำลายเม็ดสีทันที แต่มีข้อเสียคือ จะทำอันตรายเหงือกและรากฟันไปด้วย ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนามาเป็นเจล ชื่อว่าเจลคาร์บาไมด์ เปอร์ออกไซด์ (Carbomide peroxide) ซึ่งมีความหนืดกว่า นำมาทาเฉพาะบริเวณได้ โดยเจลนี้จะแตกตัว 2 ครั้ง ก่อนทำลายเม็ดสีที่ฟัน จึงปลอดภัยกับเหงือกและรากฟันมากกว่า

วิธีฟอกสีฟันโดยทันตแพทย์มี 2 วิธีดังนี้

การฟอกสีฟันแบบใช้ถาด

วิธีการ : พิมพ์รูปร่างฟันทั้งปากและทำถาดพลาสติกที่เหมาะกับฟันของผู้ป่วย จากนั้นใส่เจลที่มีความเข้มข้นค่อนข้างต่ำลงไป แล้วครอบฟันไว้ อุณหภูมิในช่องปาก (37 องศาเซลเซียส) จะทำให้เกิดปฏิกิริยาในการฟอกสีฟัน การฟอกแบบนี้มีทั้งแบบที่ใส่ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 30 นาที 2-3 ครั้งต่อวัน หรือใส่ก่อนนอนจนถึงเช้า

ระยะเวลา : 7-10 วัน

ข้อดี

เลือกจำนวนซี่ฟันที่ต้องการฟอกได้มากกว่า
ฟอกสีฟันให้ขาวถูกใจได้ตามต้องการ เพราะทำซ้ำได้เองที่บ้าน
ราคาถูก ทำได้ที่โรงพยาบาลรัฐบาล

ข้อเสีย

ใช้เวลานาน
ขั้นตอนค่อนข้างยุ่งยาก

ผลข้างเคียง : ขณะที่ฟอกอาจมีอาการเสียวฟัน ซึ่งจะหายได้เองหลังฟอกเสร็จแล้ว

ค่าใช้จ่าย : โรงพยาบาลรัฐบาล ราคาประมาณ 3,000-4,000 บาท

การฟอกสีฟันโดยใช้แสงร่วมกับเจลความเข้มข้นสูง

วิธีการ : ใช้แสงที่มีความยาวคลื่นเฉพาะเช่น เลเซอร์ หรือแสงสีฟ้าที่มีต้นกำเนิดแสงเป็นพลาสม่าหรือไดโอท ส่งไปให้ตัวรับแสงซึ่งผสมอยู่ในเจลเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแตกตัวของสารฟอกสีฟัน การฟอกแบบนี้ใช้สารที่มีความเข้มข้นค่อนข้างสูง จึงต้องระวังเนื้อเยื่อส่วนอื่น เช่นเหงือก กระพุ้งแก้มและริมฝีปาก รวมทั้งต้องระวังแสงที่ใช้ซึ่งอาจทำอันตรายต่อเรติน่าในตาด้วยการปิดเหงือก ปิดตาหรือใส่แว่นกันแสง

ระยะเวลา : 1-2  ชั่วโมง

ข้อดี

- รวดเร็ว
- ไม่ต้องไปทำต่อที่บ้าน

ข้อเสีย

      - สีฟันขาวขึ้นน้อยกว่า เพราะฟอกเพียงครั้งเดียว
- ฟอกเฉพาะฟันหน้าที่ยิ้มแล้วมองเห็น ไม่สามารถฟอกฟันซี่ด้านในได้
- รับบริการได้ที่คลินิกหรือโรงพยาบาลเอกชนเท่านั้น

ผลข้างเคียง : ขณะที่ฟอกอาจมีอาการเสียวฟัน ซึ่งจะหายได้เองหลังฟอกเสร็จแล้ว

ค่าใช้จ่าย : โรงพยาบาลเอกชน /คลินิก ราคาประมาณ 7,000-18,000 บาท

หลังจากฟอกฟันแล้ว ควรรักษาความสะอาดฟันและขูดหินปูนกับทันตแพทย์ทุก 6 เดือน และพึงระลึกไว้เสมอว่า สีของฟันไม่ขาวถาวร เมื่อเวลาผ่านไป ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในฟันดังที่กล่าวมาแล้ว อาจทำให้สีฟันเข้มขึ้นได้อีก

หลายๆคนที่มีปัญหาเรื่องอ้วน คงจะหาวิธีลดน้ำหนักกันว่าทำอย่างไรจะลดได้ แต่ก็ไม่ยากเลยสำหรับคนที่ตั้งใจจริง เราจึงมีเคล็ดลับมาฝากค้า – กินผักเยอะ ๆ ช่วยให้อิ่มเร็ว เลี่ยงอาหารที่มีน้ำมัน พยายามกินอาหารที่ระบุว่า มีไขมันต่ำ – กินอาหารให้ครบ 3 มื้อ แต่ละมื้อต้องอิ่ม เพื่อว่าจะได้ไม่หิวบ่อย งดการกินจุบกินจิบ หรือกินสิ่งที่ไม่ควรกินภายหลัง เช่น พวกของว่าง เค้ก ฯลฯ – กินนม โยเกิร์ต ปลาตัวเล็ก เพื่อให้ได้แคลเซี่ยมไปบำรุงกระดูก – อย่าอดอาหารมื้อเช้าเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้คุณเฉยชา สมองไม่ทำงาน เพราะขาดสารอาหารแล้ว ยังทำให้คุณหิวจัด และกินไม่บันยะบันยังในมื้ออื่นๆ – กินอาหารที่มี พริกไทย เครื่องเทศ เพื่อกระตุ้นระบบการย่อย และเผาผลาญไขมัน – กินผลไม้ 2 – 3 ชนิด ในแต่ละวัน – ดื่มน้ำผลไม้สด และน้ำเปล่า เท่าที่จะมากได้ หมายเหตุ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย อาทิตย์ละ 4 ครั้ง ครั้งละ 15 –30 นาที เพื่อกระชับกล้ามเนื้อไม่ให้หย่อนยาน ทำให้ผิวเต่งตึงด้วย เคล็บลับเล็กๆน้อยแค่นี้ หนุ่มสาวๆที่ต้องการลดน้ำหนักคงทำได้ไม่ยาก

ใคร ๆ ก็คาดหวังที่จะมีชีวิตคู่ที่แสนสุขตลอดระยะที่ใช้ชีวิตเป็นสามี ภรรยา ซึ่งบางคู่ก็สมหวังแต่บางคู่ก็ผิดหวังไม่สามารถประคองรักได้อย่างแสนสุข นพ.สุกมล วิภาวีพลกุล จิตแพทย์ประจำคลีนิคครอบครัว โรงพยาบาลพญาไท 2 บอกว่า คู่ที่ตัดสินใจแต่งงานกันและจดทะเบียนสมรสคือมั่นใจแล้วที่จะใช้ชีวิตร่วมกับคนนี้ ซึ่งการจดทะเบียนสมรสจึงเป็นพันธะสัญญาที่เป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าคำพูด

          “การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิตคู่ ยังต้องมีการปรับตัวซึ่งกันและกันอยู่เสมอซึ่งคนไทยมีจุดอ่อน คือสื่อสารกันไม่เป็น ทั้งเรื่องคำพูดและการกระทำ เมื่อเป็นสามี ภรรยากันต้องรู้จักกอด หอมแก้ม จับมือ บอกรักบ้างอย่าให้ขาดหายซึ่งการกอดเป็นการสื่อสารรักอย่างหนึ่งที่สามารถช่วยประคับประคองความรักได้ โดยในทางจิตวิทยาผู้หญิงจะโหยหาการสัมผัสมากกว่าผู้ชาย ดังนั้นฝ่ายชายควรแสดงความรักให้ฝ่ายหญิงด้วยการกอด จับมือ ไม่ต้องกลัวเขินอาย ส่วนคำพูดมีส่วนสำคัญในการสร้างความรัก ความเข้าใจให้คุยด้วยภาษาที่ไพเราะ เช่น คำว่า ที่รัก ดาร์ลิ้ง และลงท้ายด้วยจ้ะ จ๋า”

          นอกจากนี้ เมื่อโกรธหรือทะเลาะกัน จิตแพทย์แนะนำว่า อย่าเพิ่งคุยกันเพราะจะกลายเป็นการพูดด้วยอารมณ์ ให้ระงับอารมณ์โกรธก่อนเพื่อที่จะได้คุยกันด้วยเหตุผล เมื่ออารมณ์ดีขึ้นให้พูดในสิ่งที่อีกฝ่ายทำโดยไม่ตัดสินว่าอีกฝ่ายถูก ผิด ดี เลว ให้พูดในสิ่งที่อยากให้เขาเปลี่ยนแปลง

          “ที่สำคัญอย่าคาดหวังให้อีกฝ่ายเป็นหรือทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ แต่อาศัยวิธี “การปรับตัว” เข้าหากัน ด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตัวเองให้เป็นไปตามต้องการของอีกฝ่าย และปรับตัวให้ยอมรับสิ่งที่อีกฝ่ายเป็น หรืออยู่กับเขาอย่างไม่ต้องเป็นทุกข์ เพราะนิสัยบางอย่างไม่สามารถปรับกันได้ จึงอย่าคาดหวังให้มองในส่วนที่ดีซึ่งกันและกัน”

          นพ.สุกมล บอกอีกว่า สามี ภรรยาต้องรู้จักชื่นชมซึ่งกันและกัน เช่น เมื่อภรรยาถามว่า ฉันทำอาหารอร่อยไหม อย่าตอบว่า ไม่ได้เรื่อง หรือไม่อร่อย ให้ตอบว่า อร่อยดี แต่เพิ่มรสชาติหวาน เค็ม หน่อย น่าจะดี เรื่องเซ็กส์มีส่วนสำคัญในชีวิตคู่เช่นกัน ผู้ชายมักอยากมีเซ็กส์มากกว่าผู้หญิง ดังนั้น เพื่อป้องกันสามีออกไปเที่ยวนอกบ้าน บางครั้งภรรยาต้องพูดหวาน ๆ เปิดเพลงเบา ๆ ในห้องนอน มีแอร์เย็น ๆ เพิ่มกลิ่นหอมด้วยอโรมา เพื่อให้สามีผ่อนคลาย และอย่าเอาปัญหานอกบ้านมาทำให้เครียด ควรผ่อนคลาย ดูแลจิตใจซึ่งกันและกัน หาเวลาพักผ่อน อย่าไปคำนึงวัตถุเงินทองมากเกินไป

          ความสุขในชีวิตคู่จะมาเยือนหากเข้าใจกัน

ดื่มน้ำ ตอนไหน เวิร์กสุด ๆ GClub

การดื่มน้ำนอกจากจะทําให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสแล้ว ยังทําให้ระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายทํางานได้ดีอีกด้วย

ใน 1 วัน ควรดื่มเท่าไหร่ ? 

ในทุกๆ วัน ร่างกายจะต้องสูญเสียน้ำผ่านทางการหายใจและการขับถ่าย จึงเป็นสิ่งที่จําเป็นมากที่จะต้องรับน้ำเข้าไปเพื่อทดแทนส่วนที่เสียไป และโดยปกติเราจะเสียน้ำจากการปัสสาวะเฉลี่ยวันละประมาณ 1.5 ลิตร และอีกเกือบถึง 1 ลิตรสำหรับ การหายใจและเหงื่อ ซึ่งถ้าคุณดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 ลิตร (ประมาณ 8 แก้ว) ก็จะช่วยทดแทนการสูญเสียน้ำในส่วนนี้ได้

      แต่สําหรับปริมาณน้ำที่ควรดื่มให้ได้ภายใน 1 วันเพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณเองแล้ว ถ้าเป็นหนุ่มๆ ควรดื่มให้ได้วันละ 3 ลิตร (ประมาณ 13 แก้ว) ส่วนสาวๆ วันละ 2.2 ลิตร (ประมาณ 9 แก้ว)
สําหรับสาว ๆ สปอร์ตี้เกิร์ล จะต้องดื่มน้ำในปริมาณที่เยอะกว่าคนปกติ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับชนิดของกิจกรรมที่ทําด้วย ถ้าคุณออกกําลังกายในช่วงสั้นๆGClub ก็ควรจะดื่มน้ำเพิ่มเข้าไปครั้งละ 1-2 แก้วหลังจากออกกําลังกายแล้ว แต่ถ้าเป็นช่วงยาวๆ ละก็เพิ่มขึ้นอีกสัก 2-3 แก้วก็ น่าจะเพียงพอแล้ว
       ดื่มตอนไหน เวิร์กสุดๆ
       ตื่นนอนตอนเช้า 1 แก้ว (400 ซี.ซี.) เพราะเป็นช่วงที่มีความเข้มข้นของเลือดสูง เลือดจะมีลักษณะขาดน้ำ
       ตอนสายๆ 2 แก้ว (เวลาประมาณ 9 โมงถึง 10 โมงเช้า) ช่วงนี้เป็นช่วงที่มีของเสียเกิดขึ้น เพราะร่างกายได้ทํางานไประยะหนึ่งแล้ว ฉะนั้น จึงควรดื่มน้ำเพื่อมาชําระของเสียเหล่านั้นออกไป
       ตอนบ่ายๆ 3 แก้ว (เวลาประมาณบ่ายโมงถึงบ่ายสอง)
       ตอนเย็น 3 แก้ว (เวลาประมาณ 1 ทุ่มถึง 2 ทุ่ม)GClub
       ก่อนนอนให้ดื่มน้ำอีก 1 แก้ว เพื่อให้น้ำที่ดื่มไหลเวียนชะล้างสิ่งตกค้างในลําไส้และกระเพาะอาหาร และยิ่งถ้าเป็นน้ำอุ่นด้วยแล้วจะยิ่งช่วยให้หลับสบายยิ่งขึ้น

 

ปกติแล้วเด็กจะมีประสาทสัมผัสที่ไวกว่าผู้ใหญ่มาก แต่ด้วยวัยของเด็ก ทำให้การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของเขายังมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถแยกกลิ่นหรือรสได้ชัดเจน หรืออาจตอบสนองต่อสัมผัสนั้น ๆ ไม่ทัน ดังนั้น การฝึกให้ลูกเรียนรู้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ จึงเป็นวิธีเพิ่มพูนพัฒนาการอย่างหนึ่ง ที่มีประโยชน์ต่อเด็ก ซึ่งคุณแม่สามารถฝึกฝนให้ลูกได้ดังต่อไปนี้

รับรู้ด้วยการเห็น

            สายตาของเด็กเล็กวัย 2 – 3 ขวบ สามารถแยกแยะของชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้แล้วว่า สิ่งไหนเหมือนหรือต่างกัน สิ่งไหนเรียกว่าอย่างไร มีวิธีการเล่น การหยิบ การนำเข้าปากอย่างไร รวมทั้งเรื่องของขนาด สีและรูปทรง วิธีที่คุณแม่ช่วยฝึกประสาทสัมผัสการมองเห็นให้ลูกได้ อาทิ เช่น

            1. ฝึกแยกแยะขนาดของสิ่งของ ลองนำของชิ้นเล็กๆ เช่น กระดุม เข็มกลัด ใส่ในกล่องรวมกับของชิ้นใหญ่ แล้วให้กล่อง 2 ใบ กำหนดให้ใบนึงใส่ของชิ้นเล็ก อีกใบใส่ของชิ้นใหญ่ ลองให้เขานำทั้งหมดมาแยกขนาด

            2. ฝึกแยกแยะรูปทรงของสิ่งของ ลองนำของที่เป็นทรงกลมและทรงสี่เหลี่ยมมาใส่ในรวมกัน แล้วให้เขาแยกแยะว่าของชิ้นใดเป็นทรงแลม และชิ้นของใดเป็นสิ่งเหลี่ยม

            3. ฝึกแยะแยะสีของสิ่งของ ลองนำของที่มีสีต่างกัน 2 สี (ควรเป็นสีที่ต่างกันชัดเจน เช่น สีขาวกับสีดำ) มาใส่รวมกัน แล้วให้เขาแยกแยะว่าของชิ้นใดมีสีใด

รับรู้ด้วยการชิม

            เด็กสามารถรับรู้รสได้เร็วเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ และยังสามารถจดจำรสอาหารที่เขาทานบ่อยๆได้ด้วย วิธีกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านรสชาติให้เขา ทำได้คือ

            1. ให้คุณแม่ลองปิดตาเขา แล้วเอาอาหารหรือเครื่องดื่มที่เขาเคยทานบ่อย ๆ ให้เขาชิม

            2. ให้เขาทายชื่ออาหาร ถ้าทายถูก ลองสลับเปลี่ยนอาหารชนิดอื่นให้เขาทาน

            3. คราวนี้ลองเปลี่ยนให้เขาชิมอาหารที่ไม่เคยทานบ้าง

            4. การทายถูกหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่า เขามีประสาทสัมผัสลิ้นดีหรือไม่ การทดสอบนี้ก็เพื่อ ให้เขาได้ลองฝึกแยกแยะรสชาติ และมีประสาทสัมผัสลิ้นที่ไวขึ้น

รับรู้ด้วยการฟัง

            คนส่วนใหญ่ประสาทหูนั้นมักจะถูกกระตุ้นได้ง่าย และรับรู้ได้เร็ว เด็กก็เช่นเดียวกัน เขาสามารถจดจำเสียงของพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดได้ตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้น วิธีกระตุ้นประสาทสัมผัสการฟังให้เขา ทำได้โดย

            1. ลองให้เขาฟังเพลงคลาสสิกสัก 10 นาที ดูว่าเขามีอารมณ์และความรู้สึกอย่างไร จากนั้นลองเปลี่ยนที่มีความรุนแรงขึ้น ไล่จากเพลงป๊อบและร็อก ดูว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร

            2. ลองเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเรื่อยๆ ถามเขาว่าได้ยินว่าดังขึ้นมากน้อยแค่ไหน

            3. ลองปรับเสียงให้มีระดับความดังที่พอเหมาะ แล้วให้เขายืนในจุดที่ต่างกัน 4 – 5 จุด ถามเขาว่าได้ยินเสียงต่างกันอย่างไร

            ปกติแล้วเด็กจะมีประสาทสัมผัสที่ไวกว่าผู้ใหญ่มาก แต่ด้วยวัยของเด็ก ทำให้การรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสของเขายังมีข้อจำกัด เช่น ไม่สามารถแยกกลิ่นหรือรสได้ชัดเจน หรืออาจตอบสนองต่อสัมผัสนั้น ๆ ไม่ทัน ดังนั้น การฝึกให้ลูกเรียนรู้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ จึงเป็นวิธีเพิ่มพูนพัฒนาการอย่างหนึ่ง ที่มีประโยชน์ต่อเด็ก ซึ่งคุณแม่สามารถฝึกฝนให้ลูกได้ดังต่อไปนี้

รับรู้ด้วยการเห็น

            สายตาของเด็กเล็กวัย 2 – 3 ขวบ สามารถแยกแยะของชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้แล้วว่า สิ่งไหนเหมือนหรือต่างกัน สิ่งไหนเรียกว่าอย่างไร มีวิธีการเล่น การหยิบ การนำเข้าปากอย่างไร รวมทั้งเรื่องของขนาด สีและรูปทรง วิธีที่คุณแม่ช่วยฝึกประสาทสัมผัสการมองเห็นให้ลูกได้ อาทิเช่น

            1. ฝึกแยกแยะขนาดของสิ่งของ ลองนำของชิ้นเล็กๆ เช่น กระดุม เข็มกลัด ใส่ในกล่องรวมกับของชิ้นใหญ่ แล้วให้กล่อง 2 ใบ กำหนดให้ใบนึงใส่ของชิ้นเล็ก อีกใบใส่ของชิ้นใหญ่ ลองให้เขานำทั้งหมดมาแยกขนาด

            2. ฝึกแยกแยะรูปทรงของสิ่งของ ลองนำของที่เป็นทรงกลมและทรงสี่เหลี่ยมมาใส่ในรวมกัน แล้วให้เขาแยกแยะว่าของชิ้นใดเป็นทรงแลม และชิ้นของใดเป็นสิ่งเหลี่ยม

            3. ฝึกแยะแยะสีของสิ่งของ ลองนำของที่มีสีต่างกัน 2 สี (ควรเป็นสีที่ต่างกันชัดเจน เช่น สีขาวกับสีดำ) มาใส่รวมกัน แล้วให้เขาแยกแยะว่าของชิ้นใดมีสีใด

รับรู้ด้วยการชิม

            เด็กสามารถรับรู้รสได้เร็วเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ และยังสามารถจดจำรสอาหารที่เขาทานบ่อยๆได้ด้วย วิธีกระตุ้นประสาทสัมผัสด้านรสชาติให้เขา ทำได้คือ

            1. ให้คุณแม่ลองปิดตาเขา แล้วเอาอาหารหรือเครื่องดื่มที่เขาเคยทานบ่อย ๆ ให้เขาชิม

            2. ให้เขาทายชื่ออาหาร ถ้าทายถูก ลองสลับเปลี่ยนอาหารชนิดอื่นให้เขาทาน

            3. คราวนี้ลองเปลี่ยนให้เขาชิมอาหารที่ไม่เคยทานบ้าง

            4. การทายถูกหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่า เขามีประสาทสัมผัสลิ้นดีหรือไม่ การทดสอบนี้ก็เพื่อ ให้เขาได้ลองฝึกแยกแยะรสชาติ และมีประสาทสัมผัสลิ้นที่ไวขึ้น
 

รับรู้ด้วยการฟัง

            คนส่วนใหญ่ประสาทหูนั้นมักจะถูกกระตุ้นได้ง่าย และรับรู้ได้เร็ว เด็กก็เช่นเดียวกัน เขาสามารถจดจำเสียงของพ่อแม่หรือคนใกล้ชิดได้ตั้งแต่ยังเล็ก ดังนั้น วิธีกระตุ้นประสาทสัมผัสการฟังให้เขา ทำได้โดย

            1. ลองให้เขาฟังเพลงคลาสสิกสัก 10 นาที ดูว่าเขามีอารมณ์และความรู้สึกอย่างไร จากนั้นลองเปลี่ยนที่มีความรุนแรงขึ้น ไล่จากเพลงป๊อบและร็อก ดูว่าเขามีปฏิกิริยาอย่างไร

            2. ลองเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้นเรื่อยๆ ถามเขาว่าได้ยินว่าดังขึ้นมากน้อยแค่ไหน

            3. ลองปรับเสียงให้มีระดับความดังที่พอเหมาะ แล้วให้เขายืนในจุดที่ต่างกัน 4 – 5 จุด ถามเขาว่าได้ยินเสียงต่างกันอย่างไร
 
รับรู้ด้วยการดมกลิ่น

            ในเด็กเล็ก ๆ มักจะจดจำกลิ่นอันคุ้นเคยได้เป็นอย่างดี เช่น กลิ่นตัวแม่ กลิ่นของใช้ ผ้าห่ม หมอน และมักติดกับกลิ่นนั้น ๆ วิธีกระตุ้นประสาทสัมผัสจมูกให้ลูกได้ดี ทำได้โดย

            1. ให้คุณแม่ปิดตาลูกน้อย แล้วลองให้เขาดมกลิ่นผลไม้ หรืออาหารที่เขาเคยทาน ให้เขาทายว่าคือผลไม้หรืออาหารชนิดใด

            2. ยังคงปิดตาเขาอยู่ แต่ลองให้เขายืนอยู่ห่างออกไปเล็กน้อย แล้วให้ดมกลิ่นอาหารหรือของหวานที่เขาทานบ่อยๆ ถามเขาว่า รู้ไหมว่าคืออาหารหรือของหวานชนิดใด

            3. ลองนำอาหารหรือของหวานหลายชนิดมารวมกัน (ควรเป็นอาหารหรือของหวานที่มีกลิ่นแรงหน่อย) ให้เขาลองทานว่ามีอาหารหรือของหวานชนิดใดรวมกันอยู่บ้าง

รับรู้ด้วยการสัมผัส

            เด็กที่มีประสาทสัมผัสทางทางผิวค่อนข้างไว และรับรู้ได้เร็วเมื่อได้รับการกระตุ้น วิธีก็คือ

            1. ให้คุณแม่ปิดตาลูกน้อย ลองใช้ตุ๊กตาหรือไม้ขนไก่มาสัมผัสบริเวณแขนขา หรือตามตัว สังเกตดูปฏิกิริยาตอบสนองของเขา

            2. ลองเอาของเม็ดเล็กๆ เช่น ถั่วหลายๆ ชนิด ใส่ลงในกล่อง แล้วให้เขาลองใช้มือล้วงดู สังเกตดูปฏิกิริยาตอบสนองของเขา

            3. ลองปิดตาเขา แล้วพาเขาไปลูบคลำสิ่งต่างๆ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ กำแพง ฯลฯ ให้เขาทายว่า สิ่งที่เขาลูบคลำคืออะไร

            การฝึกประสาทสัมผัส นอกจากจะเป็นการกระตุ้นการรับรู้ของเด็ก ให้เขามีพัฒนาการที่ดีแล้ว ยังทำให้เราทราบว่า เขามีระบบประสาทสัมผัสที่ผิดปกติหรือไม่ด้วย ซึ่งถ้าพบว่า ลูกน้อยมีประสาทสัมผัสด้านใดที่ (น่าจะ) ผิดปกติ ก็ควรพาไปพบแพทย์ เพื่อปรึกษาและหาทางแก้ไขต่อไป

หาก ถามใครก็ตามที่ประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักในระยะยาวว่า พวกเขาทำได้อย่างไร แน่นอนว่า เรื่องหนึ่งที่พวกเขาต้องพูดถึงก็คือ การควบคุมปริมาณการกิน ซึ่งสามารถทำให้ความพยายามของคุณ ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว ลองมาเรียนรู้ 7 เคล็ดลับที่ช่วยคุณได้ต่อไปนี้

1. พบกันครึ่งทาง

          คุณสามารถลดแคลอรีลงได้ราว 50% โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพียงแค่กินมันครึ่งเดียวพอ เช่น เวลาไปกินอาหารที่ร้าน แบ่งอาหารออกครึ่งหนึ่ง แล้วให้เอาไปห่อกลับบ้านทันที แล้วกินช้า ๆ เพื่อที่จะได้ลิ้มรสอาหารอย่างเต็มที่ จำไว้ว่ามันต้องใช้เวลา 20 นาทีถึงจะเริ่มรู้สึกถึงความอิ่ม การกินช้า ๆ จึงป้องกันไม่ให้คุณกินเยอะเกินไป คุณสามารถเอาอาหารที่ห่อออกมากินต่อได้ ถ้าไม่อิ่มจริง ๆ แต่ก็อาจเป็นไปได้ว่า คุณจะไม่ต้องทำอย่างนั้น

2. แบ่งของเหลือให้เล็กลง

          แทนที่ใช้ภาชนะขนาดใหญ่ใส่ของเหลือทั้งหมดรวมกัน แยกมันใส่ภาชนะเล็ก ๆ ขนาดพอดีสำหรับหนึ่งที่ และเวลาที่คุณเปิดตู้เย็นเพื่อหาของกิน จะได้อุ่นของกินเฉพาะสำหรับคนเดียว แทนการอุ่นที่ใหญ่ ๆ และกินมันจนหมด

3. กินสลัด

          การกินสลัดก่อนอาหารกลางวันหรืออาหารค่ำ จะช่วยระงับความอยากอาหารของคุณ และทำให้รู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น และแทนที่จะกินแต่ผักใบเขียวอย่างเดียว เติมสลัดของคุณด้วยเนื้อสัตว์แบบไร้ไขมัน เช่น เนื้ออกไก่หรือปลา เส้นใยอาหารจากผักจะทำให้คุณอิ่ม และโปรตีนจากเนื้อสัตว์ก็จะเพิ่มพลังงานให้ด้วย

4. ซื้อของกินขนาดเล็ก ๆ

          ซื้อของว่างในห่อบรรจุขนาดหนึ่งที่ เพราะมันอาจไม่ง่ายนักที่จะหยุดกิน ถ้าคุณกินของจากถุงใหญ่ ๆ แต่คงไม่สนุกนักสำหรับการต้องแกะห่อหลาย ๆ ครั้ง

5. กินมื้อย่อย ๆ

          คุณจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือกคงที่ และไม่กินมากจนเกินไป ด้วยการกินอาหารมื้อเล็ก ๆ ตลอดทั้งวัน เพราะคุณจะไม่หิวมากเกินไป จนทำให้กินไม่ยั้ง และควบคุมปริมาณการกินไม่ได้

6. อย่ากินเบิ้ล

          ลองเปลี่ยนวิธีการเสิร์ฟอาหาร ด้วยการตักอาหารใส่จานเฉพาะหนึ่งที่ แล้วเก็บของที่เหลือให้พ้นหูพ้นตา เพื่อที่จะได้ไม่มีอะไรล่อใจให้อยากกินต่อจานที่สอง

7. เอาใจตัวเอง

          นาน ๆ ครั้งก็ให้ตัเวองได้กินอาหาร “ต้องห้าม” ดูบ้าง เพื่อไม่ให้คุณรู้สึกว่าอดอยาก จนกินทุกอย่างที่ขวางหน้า

8. เลิกกินบุฟเฟต์ได้แล้ว

          มันอาจดูคุ้มค่า แต่การกินอาหารบุฟเฟต์คือ ศัตรูตัวฉกาจของการคุมปริมาณการกิน เพราะแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคุมปริมาณการกิน ในขณะที่คุณอยู่ท่ามกลาง สถานการณ์ที่ “กินทุกอย่างเท่าที่สามารถกินได้”

คนที่รู้จัก “ใบย่านาง”ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นคนภาคอีสาน หรือชอบกินอาหารอีสานเพราะใบย่านางมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบหนึ่งของแกงหน่อไม้ และซุปหน่อไม้คงมีหลายคนที่ชอบกินแต่คงไม่ทราบว่าน้ำสีออกดำๆเขียวๆที่อยู่ในซุปหน่อไม้หรือแกงหน่อไม้นั้นได้มาจากน้ำของ “ใบย่านาง” นั่นเอง

แม้ว่าสีของน้ำใบย่านางนั้นอาจจะดูไม่ค่อยน่ากินสักเท่าไรแต่น้ำจากใบย่านางนั้นจะช่วยทำให้หน่อไม้ดองมีกลิ่นหอมและมีรสชาติกลมกล่อมเพราะช่วยกำจัดกลิ่นเปรี้ยวและรสขมออกไป ทำให้อาหารจานนั้นแซบนัวหลายๆหรือหากจะนำยอดอ่อนใส่ในแกงต่างๆ ก็เพิ่มความอร่อยได้ด้วยเช่นกัน

นอกจากความเเซบแล้ว ใบย่านางยังมีสรรพคุณในการช่วยถอนพิษแก้ไข้และลดความร้อนในร่างกายได้อีกทั้งยังเป็นพืชที่ให้แคลเซียมและวิตามินซีค่อนข้างสูงและยังให้สารอาหารอื่นๆ เช่น ฟอสฟอรัส เหล็ก และวิตามินเอ วิตามินบี 1 บี2 และเบต้า-แคโรทีน หากกินทั้งใบก็จะมีเส้นใยมากส่วนรากของใบย่านางช่วยถอนพิษ แก้ไข้ แก้เมารถ เมาเรือแก้โรคหัวใจและแก้ลมได้ด้วย ขอแถมให้อีกนิด หากนำน้ำใบย่านางมาสระผมจะช่วยทำให้ผมดกดำ ชลอผมหงอกได้อีกต่างหาก

ถ้าใครเคยไปเที่ยวที่เกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ก็คงจะได้เห็นของกินขึ้นชื่ออย่างหนึ่งที่มีวางขายกันทั่วไปบนเกาะ นั่นก็คือ ”ทอดมันหน่อกะลา” ที่ตอนแรก “108 เคล็ดกิน”คิดว่าคงเป็นทอดมันที่มีส่วนผสมของมะพร้าวหรืออะไรเทือกนั้นแต่เมื่อได้ลองชิมเข้าจริงก็พบว่า เจ้าหน่อกะลาที่ว่านั้นกลับไม่มีรสชาติเหมือนมะพร้าวสักนิด

“หน่อกะลา”ถือเป็นผักพื้นบ้านของเกาะเกร็ด และเป็นพืชตระกูลเดียวกับข่ามีลักษณะเหมือนต้นข่าทั้งใบและลำต้น แต่จะมีขนาดเล็กกว่าชาวมอญบนเกาะเกร็ดใช้หน่อกะลามาประกอบอาหารเป็นเวลานานแล้วโดยจะนำต้นหน่อกะลามาปอกเปลือกออกเหลือแต่เนื้อใน จะนำมากินสดๆหรือจะต้มจิ้มน้ำพริกก็ได้ นำไปทำเป็นแกงส้มก็อร่อยรวมไปถึงทอดมันหน่อกะลาก็เป็นของกินขึ้นชื่อที่ใครกินแล้วก็บอกว่าอร่อยเป็นเสียงเดียวกัน

นอกจากนำมาประกอบอาหารได้อร่อยแล้วต้นหน่อกะลานั้นยังมีสรรพคุณทางยา โดยจะช่วยแก้อาการท้องอืด แน่นเฟ้อจุกเสียด และช่วยไล่ลมในร่างกายได้อีกด้วย